สำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการดำเนินงานครบรอบ 2 ปี ของคณะกรรมการประกันสังคมและที่ปรึกษา ชุดที่ 14 นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ถึงเดือนเมษายน 2569 โดยคณะกรรมการประกันสังคมประกอบด้วย 21 ตำแหน่ง แบ่งเป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาล 7 ตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 ตำแหน่ง และผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง 7 ตำแหน่ง รวมถึงที่ปรึกษาอีก 7 ตำแหน่ง โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน
นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการประกันสังคมได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ เพื่อพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ การรักษาพยาบาล การสร้างเสถียรภาพกองทุน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนทุกมาตรา สำหรับผลงานสำคัญในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้
ด้านยุทธศาสตร์ ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตามมาตรา 10 แห่ง พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานและสิทธิประโยชน์ด้านการแพทย์ร่วมกัน โดยไม่กระทบสิทธิเดิมของผู้ประกันตน พร้อมทั้งศึกษาปรับโครงสร้างองค์กรสำนักงานประกันสังคม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงสูตรคำนวณบำนาญชราภาพใหม่ “สูตร CARE (Career – Average Revalued Earnings)” สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 จากเดิมที่คำนวณจากฐานเงินเดือน 5 ปีสุดท้าย มาเป็นการคำนวณจากการสมทบเงินตลอดอายุการทำงาน เพื่อให้สะท้อนการจ่ายเงินสมทบอย่างเป็นธรรมมากขึ้น รวมถึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์ความยั่งยืนทางการเงิน (Funding Strategy) เพื่อศึกษาแนวทางสร้างเสถียรภาพกองทุนประกันสังคมในระยะยาว
ด้านการยกระดับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 33 และ 39 ได้มีการปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับบุตรอายุ 0–6 ปี ไม่เกิน 3 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ช่วยเหลือผู้ประกันตนกว่า 1.22 ล้านคน คิดเป็นวงเงินกว่า 14,640 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกัน ยังปรับเพิ่มเงินทดแทนกรณีว่างงานจากการถูกเลิกจ้าง จากเดิมร้อยละ 50 เป็นร้อยละ 60 ของค่าจ้าง เป็นระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน
ช่วยให้ผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างเฉลี่ยปีละ 44,000 คน มีรายได้ทดแทนสูงสุด 10,500 บาทต่อเดือนระหว่างหางานใหม่
ด้านการรักษาพยาบาล สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินโครงการ “SSO 515: 5 โรค 15 วัน” ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเร่งรัดการเข้าถึงการรักษาโรคสำคัญ เช่น มะเร็งเต้านม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง นิ่วในไต และก้อนเนื้อในมดลูก โดยมีผู้ใช้สิทธิรักษาแล้วกว่า 15,557 ราย วงเงินกว่า 1,214 ล้านบาท ช่วยลดระยะเวลารอคอยและลดภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับโครงการ “SSO Cancer Care” ขยายเครือข่ายสถานพยาบาลกว่า 86 แห่ง พร้อมเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก การรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับด้วยเครื่อง CPAP และการใช้นวัตกรรมลูกตาเทียม โดยมีผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษากว่า 65,000 ราย คิดเป็นงบประมาณกว่า 759 ล้านบาท ในส่วนของสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรม ได้มีการปรับเกณฑ์การเบิกจ่ายบริการพื้นฐานในโรงพยาบาลรัฐให้ไม่จำกัดวงเงิน และเพิ่มค่าตอบแทนการผ่าฟันคุด รวมถึงการทำฟันปลอมถอดได้ให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงมากขึ้น พร้อมขยายสิทธิครอบคลุมการฝังรากฟันเทียมสำหรับผู้สูญเสียฟันทั้งปาก
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญ คือ การปรับเพดานค่าจ้างผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิม 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทในปี 2569 และจะทยอยปรับเป็น 20,000 บาทในปี 2572 และ 23,000 บาทในปี 2575 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ประกันตนกว่า 4.4–5 ล้านคน ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
ปรับปรุงฐานค่าจ้าง ผู้ประกันตนมาตรา 39 เห็นชอบในหลักการปรับเพิ่มฐานค่าจ้างของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างและค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยปรับอัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนมาตรา 39 ชำระในแต่ละเดือน ปัจจุบัน 432 บาท ปีที่ 1-3 คิดฐานค่าจ้างสูงสุด 6,000 บาท ปรับเป็น 540 บาท ปีที่ 4-6 คิดฐานค่าจ้างสูงสุด 7,600 บาท ปรับเป็น 684 บาท และปีที่ 7 เป็นต้นไป คิดฐานค่าจ้างสูงสุด 9,400 บาท ปรับเป็น 846 บาท ทั้งนี้ จะได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อไป
ยกระดับและพัฒนาสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนมาตรา 40
กรณีเจ็บป่วย(เงินทดแทนการขาดรายได้) โดยปรับเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีผู้ป่วยนอก (ไป-กลับ) เป็นครั้งละ 200 บาท ปรับเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีหยุดพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์จากเดิมต้องหยุดพักเป็นเวลา 3 วัน ปรับเป็นตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569
การพัฒนาสิทธิประโยชน์กรณีการเพิ่มการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ กรณีผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาพยาบาลในคลินิกที่ร่วมโครงการกับ สปสช.และสถานพยาบาลในต่างประเทศ รวมถึงกรณีการให้สิทธิผู้ประกันตนมาตรา 40 ป่วยเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ โดยการปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้ครอบคลุมถึงการรักษาโรคติดต่ออันตรายตามแนวทางของรัฐ (อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป)
กรณีคลอดบุตร (สิทธิประโยชน์ใหม่) เดิมไม่ได้รับความคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้รับเงินทดแทนดังนี้ ทางเลือกที่ 1 และ 2 : 1000 บาท/เดือน ทางเลือกที่ 3 : 3,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน สูงสุดไม่เกิน 3 ครั้ง ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกันตนมาตรา 40 คาดการณ์ 100,000 คน/ปี เป็นเงินกว่า 390 ล้านบาท/ปี (อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป
กรณีเสียชีวิต เห็นชอบปรับปรุงแก้ไขการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนมาตรา 40 เสียชีวิตก่อนอายุ 60 ปี ให้สามารถระบุผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพได้ จากเดิม ต้องจ่ายให้แก่สามีภรรยา บิดามารดา บุตรของผู้ประกันตนในจำนวนเท่า ๆ กัน มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
เห็นชอบปรับหลักเกณฑ์การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ โดยที่ผู้ประกันตนไม่ต้องลาออกให้ผู้ประกันตนทางเลือกที่ 2 และทางเลือกที่ 3 มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องแสดงความประสงค์ขอลาออก(อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป ส่วนลด 10% กรณีชำระเงินสมทบล่วงหน้า การลดส่วนเงินสมทบร้อยละ 10 เมื่อผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จ่ายเงินสมทบงวดล่วงหน้า จำนวน 12 งวดเดือน โดยให้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด (อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป
การขยายความคุ้มครองสิทธิประกันสังคม คณะกรรมการประกันสังคมเห็นชอบในหลักการการแก้ไขพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม พ.ศ.2560 เพื่อขยายความคุ้มครองให้แก่กลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และลูกจ้างของนายจ้างซึ่งประกอบการค้าแผงลอย (ซึ่งจะทำให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม กว่า 70,000 คน มีหลักประกันความคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคม)
เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตและภาวะเศรษฐกิจ ในสถานการณ์อุทกภัย ลดอัตราเงินสมทบ & ขยายเวลานำส่งเงินสมทบ ตุลาคม 2567 – มีนาคม 2568 ครอบคลุมผู้ประกันตน 6.26 ล้านคน และสถานประกอบการ 245,592 แห่ง ในพื้นที่ 58 จังหวัด และในเดือนพฤศจิกายน 2568 – เมษายน 2569 ครอบคลุมผู้ประกันตน 639,000 คน และสถานประกอบการ 34,999 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ภาคใต้
เห็นชอบโครงการสินเชื่อซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย 9 จังหวัดภาคใต้ ในวงเงินโครงการฯ ไม่เกิน 4,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือจนกว่าวงเงินจะหมด
เห็นชอบปรับหลักเกณฑ์บำบัดทดแทนไตในช่วยเกิดเหตุภัยพิบัติ โดยปรับหลักเกณฑ์ฟอกไต และยา (Erythropoientin) ให้ยืดหยุ่นขึ้นสำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เห็นชอบการปรับปรุงกฎกระทรวงกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยฯ ชดเชยว่างงานจากเหตุสุดวิสัย 50% ของค่าจ้าง (สูงสุด 180 วัน) ให้ครอบคลุมถึงกรณีความไม่สงบจากการสู้รบ พร้อมกำหนดท้องที่ที่การได้รับประโยชน์ทดแทน เป็นระยะเวลา 180 วัน วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 – 19 มกราคม 2569
เห็นชอบโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ.2567 เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถกู้ซื้อที่อยู่อาศัย กู้สร้างที่อยู่อาศัย กู้ซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ในอัตราดอกเบี้ย 1.59% คงที่ 1-5 ปีแรกปีถัดไปดอกเบี้ย เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท วงเงินต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท มีผู้ประกันตนได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารแล้ว 3,731 ราย เป็นเงิน 5,808 ล้านบาท แบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกันตน 50,000 – 100,000 บาท/คน/ปี ด้านการช่วยเหลือผู้ประกันตนในภาวะวิกฤต คณะกรรมการประกันสังคมได้เห็นชอบมาตรการลดอัตราเงินสมทบและขยายเวลานำส่งเงินสมทบในพื้นที่ประสบอุทกภัย ครอบคลุมผู้ประกันตนหลายล้านคน รวมถึงโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกันตน และโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน วงเงินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท
ขณะที่ด้านการลงทุน ได้เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การลงทุนกองทุนประกันสังคมระยะปี 2568–2572 โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศและสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า สำนักงานประกันสังคมภายใต้การบริหารของคณะกรรมการประกันสังคม พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนได้รับสิทธิประโยชน์ที่มีคุณภาพ ครอบคลุม และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างยั่งยืน
23 พฤษภาคม 2569
ผู้ชม 30 ครั้ง