
วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 - กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีรับหนังสือจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ได้นำคณะเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานว่า ในวันนี้ผมได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีมารับหนังสือจาก กกร.
ประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเร่งเดินหน้าในเรื่องเอ็มโอยู 4 ประเทศ ระหว่างประเทศไทย กับเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อ ซึ่งเกิดปัญหาตั้งแต่ปีที่แล้วเกี่ยวกับเรื่องประเด็นชายแดน ยืนยันว่าในครั้งนั้นเป็นปัญหารัฐบาลต่อรัฐบาล ไม่ใช่ปัญหาประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการเดินหน้าทำ MOU เพื่อที่จะนำเข้าแรงงานยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยถ้าเราได้เห็นโครงสร้างในปัจจุบัน การขับเคลื่อนสะดุดและติดขัดในหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของกระทรวงแรงงาน วันนี้ได้รับปากกับภาคเอกชนแล้วว่าจะเร่งนำเข้าพิจารณาในทุกๆ มิติ เพื่อผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้มีการดำเนินการในเรื่องเอ็มโอยูต่อไป เป็นสิ่งสำคัญที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งแก้ปัญหาให้ประเทศไทย กลับมาขับเคลื่อนในการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ต่อไป
นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องกระบวนการในการขึ้นทะเบียนแรงงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่ผมได้ให้ไว้กับพี่น้องข้าราชการตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง แรงงานไทยที่จะไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ ต้องขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง แรงงานที่ต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ก็ต้องเข้าสู่ระบบถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการการขึ้นทะเบียนรีจิสเตอร์เป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือระบบการลงทะเบียนของประเทศไทยมีอุปสรรค ซึ่งอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นมันกลับกลายเป็นการผลักให้แรงงานกลุ่มหนึ่งหลุดออกจากระบบ เป็นสิ่งที่รับโจทย์มาเพื่อแก้ไขให้เร็วที่สุด จะต้องนำเอาแรงงานทั้งหมดกลับเข้ามาสู่ในระบบและถูกต้อง เพื่อที่จะติดตามตรวจสอบในทุกประเด็น ทั้งเรื่องความมั่นคง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องของสวัสดิภาพสวัสดิการของแรงงานทุกกลุ่ม
นายจุลพันธ์ ยังกล่าวว่า กระทรวงแรงงานไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เรามีเป้าหมายในการไปหาแรงงานต่างประเทศที่จำเป็นในการนำเข้ามาในอีกหลายมิติ ในส่วนของแรงงานไทยเองมีแต่จ๊อบแมชชิ่ง (Job Matching) ไม่ตรง ซึ่งความต้องการของตลาดกับคุณสมบัติ Skill ของแรงงานไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นกระบวนการในการ Upskill/Reskill เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับแรงงานไทยไม่เห็นเทรนด์โลกที่จะเปลี่ยน ซึ่งมีเรื่องเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น (Technology Disruption) เรื่องของ AI และเทคโนโลยีต่างๆ สิ่งที่เราจำเป็นคือการเปลี่ยนให้แรงงานไทยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี เพื่อให้แรงงานไทยเหล่านั้นกลายเป็นแรงงานทักษะสูง (High-Skilled Labour) และสามารถเข้าสู่ตำแหน่งงานที่มีความต้องการได้ต่อไป ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนที่สำคัญและเราต้องปูความพร้อมแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก กระทรวงแรงงานพร้อมเร่งขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในทุกมิติ ทั้งการรักษาแรงงานในระบบ การอำนวยความสะดวกด้านการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การยกระดับทักษะแรงงานไทย และการสนับสนุนภาคเอกชนให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายความร่วมมือด้านการนำเข้าแรงงานกับประเทศใหม่เพิ่มเติม อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และศรีลังกา เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดหาแรงงานรองรับความต้องการของภาคเศรษฐกิจ ภายหลังแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเดิมมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในระบบจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตรกรรม และภาคบริการ ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้มีความสะดวก รวดเร็ว และลดข้อจำกัดที่อาจส่งผลให้แรงงานหลุดออกนอกระบบ
“กระทรวงแรงงานจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อทั้งหมดจะได้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้อง เพื่อให้อยู่ในสายตาและภายใต้การควบคุมกำกับของกระทรวงแรงงานและรัฐบาล ซึ่งให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าจะนำเรื่องข้อเสนอทุกเรื่องเข้าพบกับนายกรัฐมนตรี และเร่งดำเนินการนำเข้าคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องต่อไป” นายจุลพันธ์ กล่าว
25 พฤษภาคม 2569
ผู้ชม 30 ครั้ง